วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อัญมณีและเครื่องประดับไทยตั้งรับปรับตัวอย่างไรจากความท้าทายของ TPP

Trans Pacific Partnership (TPP) เป็นความตกลงทางการค้าที่ปัจจุบันทุกภาคส่วนของไทยต่างให้ความสนใจ รวมถึงแวดวงอัญมณีและเครื่องประดับด้วย เนื่องจากไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า อุตสาหกรรมนี้ต้องพึ่งพา การส่งออกเป็นหลักมากถึงร้อยละ 80 ดังนั้น หากจะมีมาตรการหรือความตกลงใดๆ ระหว่างประเทศที่จะทำให้อุปสรรคในเรื่องการค้าหมดไปได้ โดยเฉพาะการทลายกำแพงภาษีนำเข้าในประเทศคู่ค้า ย่อมเป็นสิ่งผู้ประกอบการ อัญมณีและเครื่องประดับส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ รวมถึงยังตั้งข้อกังวลว่าหากประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม TPP  แล้ว อาจเกิดผลเสียต่อการส่งออกในอนาคต ในที่นี้ ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับจึงได้ประมวลเรื่องราว TPP ในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับการค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น


 ทำความรู้จักกับ “TPP”


TPP เป็นการเจรจาการค้าเสรีแบบพหุภาคีที่พัฒนามาจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement: TPSEP) ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเวียดนาม ซึ่งทั้งหมดมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันราวร้อยละ 40 ของโลก จึงอาจกล่าวได้ว่า TPP เป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในบรรดาสมาชิกทั้งหมดนั้น ประเทศที่ไทยยังไม่บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย คือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก


แผนภาพแสดงที่ตั้งของประเทศในกลุ่ม TPP 12 ประเทศ


ที่มา: https://anongalactic.com

TPP ถือเป็นความตกลงเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่มีมาตรฐานสูงสุดเมื่อเทียบกับความตกลงการค้าเสรีทั้งหมดทั่วโลก โดยครอบคลุมหัวข้อการเจรจา 26 เรื่อง ทั้งในด้านการเปิดตลาดการค้า การบริการ การลงทุน ตลอดจนปฏิรูปและสร้างความสอดคล้องในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก เช่น ด้านนโยบายการแข่งขัน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีมาตรฐานต่างๆ ที่ค่อนข้างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้า มาตรฐานสิ่งแวดล้อม มาตรฐานการใช้แรงงาน เป็นต้น ซึ่งในการเจรจา TPP ได้กำหนดให้ทุกประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีข้อผูกพันที่เท่าเทียมกัน อีกทั้งหากประเทศที่สนใจเข้าร่วมภายหลังจากที่ได้มีการเจรจาความตกลงเสร็จสิ้นไปแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกเดิมเห็นชอบแล้วได้อีก

ทั้งนี้ แม้ว่าทั้ง 12 ประเทศจะได้บรรลุความตกลงร่วมกันไปเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 แต่ในทางปฏิบัติอาจยังต้องรอกระบวนการในการบังคับใช้ซึ่งคาดกว่าจะต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 ปี เนื่องจากแต่ละประเทศสมาชิกจะต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการการบังคับใช้เป็นกฎหมายในประเทศของตน อาทิ สหรัฐฯ จะต้องผ่านสภาคองเกรส ญี่ปุ่นจะต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น รวมถึงประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็ต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย นอกจากนี้ ความตกลง TPP นี้ยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศต่อสหรัฐฯ ในการที่จะกลับมามีอิทธิพลมากขึ้นรวมถึงถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนั้น ข้อตกลง TPP จึงไม่ได้เชิญจีนเข้าร่วมการเจรจาแต่อย่างใด นักวิเคราะห์บางส่วนจึงเรียกข้อตกลงนี้ว่า ข้อตกลง “ABC” (Anyone but China)

ผลกระทบต่ออัญมณีและเครื่องประดับไทย

หากพิจารณาจากฐานข้อมูล Global Trade Atlas พบว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปี 2557 ไปยังประเทศในกลุ่ม TPP มีมูลค่า 2,582.68 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.94 (หรือร้อยละ 29.74 หากไม่รวมการส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูป) โดยไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุดร้อยละ 13.51 รองมา คือ สิงคโปร์ร้อยละ 4.80 ญี่ปุ่นร้อยละ 3.65 ออสเตรเลียร้อยละ 2.31 ขณะที่ประเทศอื่นๆ ซึ่งประกอบไปด้วยมาเลเซีย แคนาดา เวียดนาม นิวซีแลนด์ เม็กซิโก ชิลี บรูไน และเปรู รวมกันมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 1.67

แผนภาพสัดส่วนการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไปยังประเทศในกลุ่ม TPP
ที่มา: Global Trade Atlas ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

แต่หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศที่อยู่ในกลุ่ม TPP และยังไม่บรรลุความตกลงการค้าเสรีกับไทย ซึ่งประกอบไปด้วย สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก พบว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกของไทยที่สำคัญในอันดับที่ 2 (รองจากฮ่องกง) ขณะที่แคนาดา และเม็กซิโก เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 20 และ 51 ตามลำดับ โดยมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังทั้ง 3 ประเทศคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.18 (ร้อยละ 19.59 กรณีไม่รวมมูลค่าการส่งออกทองคำฯ) โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดผู้บริโภคอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญที่สุด อีกทั้งยังเป็นทางผ่านของสินค้าไทยไปยังแคนาดาและเม็กซิโกอีกช่องทางหนึ่งด้วย  

การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาย่อมจะเป็นแต้มต่อสำหรับผู้ประกอบการไทยในภาพรวม แต่หากพิจารณาการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของสหรัฐฯ จากประเทศในกลุ่ม TPP เทียบกับไทย พบว่า มีเพียงแคนาดาและเม็กซิโกที่อยู่ในอันดับที่ดีกว่าไทย โดยเป็นแหล่งนำเข้าในอันดับที่ 3 และ 4  (อันดับที่ 1 และ 2 คือ อินเดีย และอิสราเอล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าเพชรเจียระไน) ตามลำดับ เหตุผลหลักน่าจะมาจากความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) อย่างไรก็ตาม สินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก ส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบทั้งทองคำ และเงินเป็นหลัก โดยมีเครื่องประดับทองของเม็กซิโกแทรกเข้ามาได้เล็กน้อยที่ร้อยละ 4.88 (มีส่วนแบ่งในตลาดน้อยกว่าไทยเพียงเล็กน้อย) ส่วนไทยเป็นแหล่งนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับอยู่ในอันดับที่ 11 มีส่วนแบ่งในตลาดอยู่ที่ร้อยละ 2.43 ขณะที่ประเทศคู่แข่งในแถบอาเซียน พบว่า สิงคโปร์เป็นแหล่งนำเข้าในอันดับที่ 27 มีส่วนแบ่งในตลาดที่ร้อยละ 0.50 แม้สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบ แต่เครื่องประดับทองที่มีสัดส่วนร้อยละ 24.01 ของมูลค่าการนำเข้านี้ก็มากเพียงพอที่จะทำให้สิงคโปร์เป็นแหล่งนำเข้าเครื่องประดับทองในอันดับที่ 13 ของสหรัฐฯ (ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 5 มีส่วนแบ่งในตลาดที่ร้อยละ 5.32) ส่วนเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 38 แม้มีส่วนแบ่งในตลาดเพียงร้อยละ 0.19 แต่หากพิจารณาโครงสร้างสินค้าที่นำเข้าไปยังสหรัฐฯ นั้น พบว่าเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าสำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมาเลเซียยังมีส่วนแบ่งในตลาดที่ไม่มากนัก รายละเอียดดังตาราง

ตารางการนำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของสหรัฐฯ จากสมาชิกในกลุ่ม TPP เทียบกับการนำเข้าจากไทย ปี 2557
ที่มา: Global Trade Atlas ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)


ดังนั้น หากความตกลง TPP มีผลบังคับใช้ น่าจะทำให้สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย สามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังสหรัฐฯ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว ทั้งสินค้าสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป อีกทั้งยังจะดึงดูดใจให้นักลุงทุน/ผู้ประกอบการในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับเข้าไปตั้งโรงงานในประเทศที่มีปัจจัยสนับสนุน อาทิ ค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าอย่างเวียดนามเพิ่มมากขึ้น ส่วนสิงคโปร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการดำเนินธุรกิจในลักษณะของการซื้อมาขายไป (Trading) มากกว่านั้น หากสิงคโปร์สามารถก้าวข้ามอุปสรรคในเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules Of Origin หรือ ROO) ที่กำหนดให้สินค้าของประเทศสมาชิกภายในกลุ่มต้องมี ROO ถึงร้อยละ 75 อย่างเช่นการร่วมมือกับนักธุรกิจในประเทศกลุ่ม TPP อย่างเวียดนาม หรือมาเลเซีย จนสินค้าได้ ROO ตามที่กำหนดก็จะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับไทย ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีจุดเด่นและเป็นที่ยอมรับในเรื่องของคุณภาพสินค้า ทักษะฝีมือเชิงช่างในการผลิตสินค้าได้เป็นอย่างดีก็ตาม แต่ในระยะยาวไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับบางรายการให้กับประเทศในกลุ่ม TPP ที่มีปัจจัยในการผลิตในระดับที่ใกล้เคียงกันได้ตามเหตุผลข้างต้น

การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการไทย


ด้วยกระบวนการของ TPP ซึ่งประเทศสมาชิกต้องมีการดำเนินงานตามขั้นตอนภายในประเทศของตนก่อนที่จะมีผลบังคับใช้จริง น่าจะทำให้ไทยสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาถึงผลดี ผลเสีย ต้นทุน และผลประโยชน์โดยรวมต่อประเทศให้อย่างถ้วนถี่ก่อนการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาครัฐของไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง TPP ในงานปาฐกถาพิเศษแก่สมาชิกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ว่า ในที่สุดประเทศไทยก็ต้องเข้าร่วม TPP แต่ขณะนี้ต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้รอบคอบนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณทางบวกต่อการพิจารณาเข้าร่วม TPP ของไทย


ทั้งนี้ ระหว่างที่ต้องรอความชัดเจนของการเข้าร่วม TPP ผู้ประกอบการไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเพื่อการส่งออกควรเตรียมความพร้อมและตั้งรับกับผลกระทบจากการเปิดการค้า TPP ดังนี้
  • ควรติดตามข่าวสารของ TPP อย่างใกล้ชิด และสามารถสะท้อนความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐผ่านกลุ่ม/ ชมรม หรือ สมาคมที่ตนเองสังกัดอยู่ ควบคู่ไปกับการติดตามข้อมูลข่าวสารในกรอบการเจรจาอื่นๆ อาทิ ข้อตกลงตาม RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือ ASEAN+6 ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ และจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย รวมถึงข้อตกลงเสรีเอเชีย-แปซิฟิก  FTAAP (Free Trade Area of the Asia-Pacific) ซึ่งจีนพยายามผลักดันประเทศในกลุ่มเอเปกทั้ง 21 ประเทศให้หันมาให้ความสำคัญกับกรอบเจรจาดังกล่าว โดยปัจจุบันยังมีความคืบหน้าไม่มากนักหากเทียบกับกรอบของ TPP
  • ในกรณีที่หาก TPP เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยที่ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงดังกล่าวผู้ประกอบการไทยอาจนำสินค้าไทยแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Value Chain โดยอาศัยประโยชน์จากการร่วมกลุ่ม AEC
  • การพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศสมาชิก TPP โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม AEC อย่างเวียดนาม เป็นต้น วิธีนี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความพร้อม โดยเฉพาะเงินลงทุนที่มากเพียงพอ รวมถึงทักษะในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ
  • การแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากตลาดในกลุ่ม TPP (โดยเฉพาะกรณีของสหรัฐฯ) เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง การหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ รวมถึงตลาดภายในกลุ่มประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าด้วย และใช้สิทธิพิเศษทางภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ ตลาด AEC หรือตลาดอาเซียน+6 ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโต อีกทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย




แนวโน้มการจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยในจีนฟุบ...หรือฟื้น...?


โดย รศ.ดร. สมชนก (คุ้มพันธุ์) ภาสกรจรัส*



จากการสังเกตการณ์สถานการณ์การค้าปลีกในเซี่ยงไฮ้ช่วงหลังวันหยุดยาวของจีนในเดือนตุลาคม (Golden Week ที่หยุดฉลองวันชาติ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์) ก็เห็นได้ชัดว่าคนเซี่ยงไฮ้เริ่มมีการจับจ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น สินค้าแบรนด์เนม น้อยลงอย่างมาก สมมติฐานจำนวนมากที่อธิบายถึงความซบเซาของตลาดสินค้าเหล่านี้ว่าอาจมาจากการที่คนจีนใช้จ่ายเงินไปค่อนข้างมากในช่วงวันหยุดดังกล่าวในการท่องเที่ยวที่มีทั้งในและต่างประเทศ และบ้างก็ว่าคนเซี่ยงไฮ้จำนวนมากยังเจ็บตัวจากการขาดทุนในตลาดหุ้น จึงอยู่ในช่วงที่ต้องรัดเข็มขัด อะไรที่ไม่จำเป็นก็เลื่อนการซื้อออกไปก่อน ส่วนอีกสมมติฐานที่มีความเป็นไปได้สูงยิ่งก็คือนโยบายการต่อต้านการคอร์รัปชั่น การรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นนโยบายที่เข้มงวดมากในสมัยของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง เพราะแต่ก่อนที่นโยบายนี้จะถูกบังคับใช้กัน สินค้าแบรนด์เนม เครื่องประดับ ก็จัดเป็นสินค้ายอดนิยมที่ภาคเอกชนจะซื้อเป็นของขวัญในการติดสินบนแก่เจ้าพนักงานรัฐ


แต่นับเป็นโชคดีว่า ยังมีคนจีนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจที่ซบเซา โดยเฉพาะพวกกลุ่มเกษตรกรที่ทำไร่ทำนาอยู่ในต่างจังหวัด เพราะอย่างไรก็ตามสินค้าเกษตรก็ยังขายได้อยู่ดี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำเท่าไรก็ตาม เพราะถือว่าเป็นสินค้าจำเป็น คนต่างจังหวัดเหล่านี้จึงนับว่าเป็นกำลังซื้อสำคัญในตลาดสินค้าฟุ่มเฟือย รวมไปถึงเครื่องประดับ จากการที่ไปเดินสังเกตการณ์ใน Outlets สองแห่งนอกเมืองเซี่ยงไฮ้ที่ขายสินค้าแบรนด์เนม ก็ยังพบเห็นคนต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาจับจ่ายอยู่เหมือนเดิม


แต่ก็มิได้หมายความว่า เกษตรกรทุกประเภทจะโชคดีเหมือนกันหมด อย่างเช่น ในช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปูขน จากการที่ได้คุยกับเกษตรกรที่เลี้ยงปูขน (ปูขนที่อร่อยที่สุดจะมาจาก Yangcheng Lake ห่างจากเซี่ยงไฮ้ประมาณ 1 ชั่วโมง) ซึ่งถือว่าเป็นอาหารฟุ่มเฟือยประเภทหนึ่ง และส่วนใหญ่คนจีนก็ชอบที่จะซื้อให้กันเป็นของขวัญ แต่ในปีนี้ ยอดขายปูขนกลับลดลงอย่างมาก สืบเนื่องจากนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชั่นของรัฐบาลจีนที่เข้มงวดมาก ทำให้การซื้อปูขนเป็นของขวัญจึงน้อยลงไปด้วย และคนจีนทั่วไปที่มีรายได้อยู่ในระดับปานกลางก็บริโภคปูขนน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับปีก่อน


นอกจากปูขนแล้ว สินค้าเกษตรอย่างผลไม้บางประเภท เช่น แอปเปิ้ล สาลี่ พันธุ์ดีที่มีราคาสูง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะก็เป็นสินค้าอีกอย่างที่นิยมให้เป็นของขวัญกัน บริษัทที่ขายเหล้าจีนที่เรียกว่า เหมาไถ (Maotai) รวมไปถึงผู้ขายปลีกก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะก็เป็นของขวัญยอดนิยมเช่นกัน จนทำให้ปัจจุบันราคาขายเหล้าเหมาไถตกลงไปอย่างมาก


แต่จากการสังเกตการณ์สภาพการค้าปลีกอย่างเดียวก็อาจทำให้เห็นภาพตลาดได้ไม่ครบถ้วนนัก เพราะถึงแม้จะดูเหมือนว่าตลาดซบเซา จากจำนวนคนที่ออกมาจับจ่ายลดน้อยลง แต่ตัวเลขจาก Euromonitor กลับพบว่ายอดขายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในจีนกลับโตขึ้น 5% ในปี 2558 ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผู้บริโภคจีนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงหันไปลงทุนในสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มขึ้น เพราะมองว่าเป็นช่องทางการลงทุนที่ดีทางหนึ่ง และนับว่าปลอดภัยกว่าการไปลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนสูง หรือในอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังประสบปัญหาล้นตลาดอยู่ และการซื้อเพื่อการลงทุนนี้มักออกมาในรูปของสินค้าชิ้นใหญ่ๆ ที่มีราคาสูงมากกว่า ซึ่งมักไม่อยู่ในรูปของการออกมาเดินซื้อเครื่องประดับในร้านค้าปลีกในรูปแบบที่เคยเป็น และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นการซื้อในต่างประเทศ จึงทำให้สภาพตลาดค้าปลีกในประเทศดูเหมือนจะซบเซาลง


และถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะได้กระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากวันหยุดยาว แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะกลับไปลงทุนในตลาดหุ้นเหมือนแต่ก่อน เพราะยังเกรงถึงความผันผวนที่อาจจะมีขึ้นอีก จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าตลาดสินค้าเครื่องประดับ (ที่คนซื้อมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปตกแต่งร่างกาย) จะซบเซาไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น และกลับมาลงทุนเหมือนแต่ก่อน แต่ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ก็เริ่มมีสัญญาณว่าตลาดหุ้นได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ แล้ว นั่นหมายความว่า โดยรวมแล้วตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในจีนก็น่าจะยังไปได้อยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจจะสะดุด เพราะโดยพื้นฐานแล้ว คนจีนเป็นคนที่ชอบแต่งตัว และถ้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับตอบโจทย์ได้ทั้งสองอย่างคือ ใช้ในการแต่งตัว (และมักใช้เป็นการอวดถึงความมั่งคั่ง สถานะในสังคมด้วย) และเป็นการลงทุน ก็ไม่ทำให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในจีนได้รับผลกระทบมากเหมือนที่คาดการณ์กัน


----------------------------------------------------------------
* Special Contributor : รศ.ดร. สมชนก (คุ้มพันธุ์) ภาสกรจรัส อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก University of South Carolina มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจระหว่างประเทศ และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยด้านการตลาดอัญมณีและเครื่องประดับให้กับ GIT หลาย โครงการ ดร.สมชนก เคยใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ไต้หวัน จีน และเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก จึงมีประสบการณ์มากมายที่จะมามาถ่ายทอดให้กับผู้อ่าน ผลงานเขียนล่าสุดของเธอคือ “อาเซียน เซียนธุรกิจ” หนังสือที่เจาะลึกการทำธุรกิจในอาเซียนได้อย่างถึงแก่น

ผู้ประกอบการฮ่องกงปรับตัวรับความท้าทายในตลาดค้าปลีกเครื่องประดับ

ปัจจุบันตลาดค้าปลีกอัญมณีและเครื่องประดับในฮ่องกงกำลังเผชิญกับการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักในตลาดนี้เดินทางมาเที่ยวยังฮ่องกงน้อยลง และต่างก็ลดการจับจ่ายใช้สอยสินค้าเครื่องประดับหรูหราระดับบนที่มีราคาสูง (High-end Jewelry) และหันมาเลือกซื้อสินค้าเครื่องประดับระดับกลาง (Mid-range Jewelry) แทน อันเป็นผลจากการบังคับใช้นโยบายการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลจีนอย่างเข้มงวด ทำให้การซื้อสินค้าหรูหราราคาแพงซึ่งรวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนส่งผลกระทบต่อยอดซื้อสินค้าหรูหราที่ลดน้อยลงในตลาดจีน รวมทั้งตลาดฮ่องกงตามไปด้วย ซึ่งเห็นได้จากยอดขายปลีกเครื่องประดับและนาฬิกาของฮ่องกงที่ปรับลดลงในปีนี้ โดยในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน 2015 ลดลง 14.9% และ 10.4% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักอย่าง Bloomberg และ Barclays ต่างเห็นพ้องกันว่า การอ่อนค่าของเงินยูโรและเงินเยน ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางไปท่องเที่ยวยุโรปและญี่ปุ่นมากกว่าที่จะมายังฮ่องกง อีกทั้งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีผลให้ปัจจุบันระดับราคาสินค้าส่วนใหญ่ในฮ่องกงนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น และการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าของจีนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้ความได้เปรียบในแง่ราคาสินค้าที่จำหน่ายในฮ่องกงลดน้อยลง ขณะเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทผู้ค้าเครื่องประดับแบรนด์เนมรายใหญ่จากต่างชาติก็มุ่งเป้าตั้งร้านขยายสาขาเพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวในฮ่องกงมากขึ้นด้วย ยิ่งซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการฮ่องกงบอบช้ำมากขึ้นไปอีก


ที่มา : “Hong Kong is Feeling China’s Pain”. Bloomberg Business. July 27, 2015
 
ฉะนั้น ผู้ประกอบธุรกิจเครื่องประดับในฮ่องกงจึงต้องปรับตัวรับมือกับภาวะการแข่งขันในตลาด พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการดำเนินธุรกิจหรือริเริ่มกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ ให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคจีนที่หันมานิยมเครื่องประดับทองกะรัตต่ำลงอย่างเครื่องประดับทอง 18 กะรัตแทนการซื้อเครื่องประดับทอง 24 กะรัต และให้ความนิยมเครื่องประดับหรูในสนนราคาที่ย่อมเยามากขึ้น รวมทั้งเน้นการขยายช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น อาทิเช่น ร้านค้าออนไลน์ Micro Blogging อย่าง Weibo และแอพพลิเคชั่น WeChat เป็นต้น


ทั้งนี้ เห็นได้จากบริษัทผู้จำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับรายใหญ่ของฮ่องกงอย่าง Chow Tai Fook Jewellery Group ที่กำลังปรับกลยุทธ์ในตลาดบ้านเกิดเสียใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้าในฮ่องกงมากขึ้น หลังจากที่นักท่องเที่ยวจากจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้ากลุ่มหลักของบริษัทเริ่มลดน้อยลง Kent Wong กรรมการผู้จัดการของ Chow Tai Fook ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ก่อนหน้านี้ธุรกิจของ Chow Tai Fook เติบโตสัมพันธ์กับภาวะเฟื่องฟูในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนี้มีตลาดค้าเครื่องประดับที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากมายในประเทศต่างๆ นอกเหนือจากฮ่องกง


ปัจจุบัน Chow Tai Fook มีจุดจำหน่ายสินค้าอยู่ 2,110 แห่ง ตั้งแต่ตู้จำหน่ายสินค้าขนาดเล็กในห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงร้านสาขาขนาดใหญ่ ส่วนมากจะตั้งอยู่ในจีน และฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดเดี่ยวขนาดใหญ่สุดของผู้จำหน่ายรายนี้ที่สร้างรายได้ราวครึ่งหนึ่งของรายได้โดยรวมของบริษัท ซึ่งแต่เดิม Chow Tai Fook เคยมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากการจำหน่ายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับให้กับนักท่องเที่ยว คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของรายได้จากการจำหน่ายสินค้าโดยรวมในฮ่องกง โดยในจำนวนนี้มากกว่า 90% เป็นยอดซื้อของนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่สถานการณ์เช่นนี้กลับเปลี่ยนแปลงไป โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ Chow Tai Fook มีรายได้จากร้านค้าเดียวกันในฮ่องกงและมาเก๊าลดลงไปถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง


Chow Tai Fook จึงกำลังหาลู่ทางที่จะเจาะเข้าไปรองรับความต้องการของชาวฮ่องกงมากขึ้น เพื่อชดเชยกับจำนวนลูกค้าจากจีนที่ลดลง เนื่องด้วยกำลังซื้อของคนในท้องถิ่นเองก็มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก บริษัทจึงริเริ่มกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในร้านมากขึ้น รวมถึงการจัดแสดงสินค้าเครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในย่านที่เป็นแหล่งยอดนิยมของคนฮ่องกงในท้องถิ่นมากกว่าจะเลือกเป็นย่านจับจ่ายสินค้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างย่าน Causeway Bay หรือย่าน Tsim Sha Tsui โดยบริษัทมีแผนที่จะปิดสาขา 4 แห่ง ในย่านท่องเที่ยวดังกล่าวของฮ่องกง เพราะมีรายได้ลดลงอย่างมาก


ยุทธศาสตร์อีกอย่างหนึ่งของ Chow Tai Fook คือ การกระตุ้นยอดขายผ่านโซเชียลมีเดีย โดยให้เหล่าคนดังชาวเกาหลีสวมใส่สินค้าของบริษัท และเพิ่มลูกเล่นเก๋ๆ เข้าไปในการออกแบบเครื่องประดับ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าวัยกลางคนชาวจีนมาเป็นเวลานานแล้ว รวมทั้งยังร่วมงานกับบริษัท Walt Disney ในการผลิตสินค้าเครื่องประดับลวดลายการ์ตูนต่างๆ เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภควัยเยาว์


นอกจากนี้ Chow Tai Fook ยังได้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี เช่น RFID Tag, Logistic Tray, mHand อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาเพื่อควบคุมสินค้าคงคลัง และ Smart Tray ถาดจัดแสดงสินค้าอัจฉริยะ เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในแต่ละวันของบริษัท ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้บริษัทได้รับข้อมูลที่ช่วยให้เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคและสามารถพัฒนากลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้อีกด้วย


ขณะที่ Luk Fook Holdings International ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกันโดยมีรายได้ลดลงถึง 19% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2014 Luk Fook จึงได้เร่งปรับแผนเน้นเพิ่มยอดขายในกลุ่มผู้บริโภคชาวฮ่องกงที่มีอยู่ราว 7 ล้านคนแทน โดยยังเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า รังสรรค์เครื่องประดับคุณภาพสูง และการให้บริการลูกค้าอย่างดีเลิศอันเป็นจุดแข็งของบริษัท พร้อมทั้งดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดผ่านการทำประชาสัมพันธ์นำเสนอโปรโมชั่นสินค้าในรูปแบบต่างๆ และการจัดกิจกรรมพิเศษอาทิ งานเลี้ยงอาหารกลางวันพร้อมจัดแสดงแฟชั่นโชว์แก่กลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้าประจำ และจัดเวิร์คช้อปการสร้างสรรค์เครื่องประดับด้วยตนเองสำหรับลูกค้าวีไอพี เป็นต้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงร้านค้าด้วยเทคโนโลยีการจัดแสดงสินค้าอันทันสมัย พรั่งพร้อมด้วยที่ปรึกษามืออาชีพในการให้คำแนะนำสินค้า เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้า




ส่วนบริษัท Emperor Watch & Jewellery ตัวแทนจำหน่ายเครื่องประดับและนาฬิกาหรูหราแบรนด์ Cartier และ Montblanc อาจจะปิดร้านค้าในฮ่องกง 1-2 ร้าน หลังจากหมดสัญญาเช่าในช่วงปลายปีนี้ อันเป็นผลจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่ค่าเช่าพื้นที่ร้านค้ากลับมีราคาสูงขึ้น


แม้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและเลือกซื้อสินค้าในฮ่องกงจะมีจำนวนลดน้อยลงตามข้อมูลล่าสุดจาก Hong Kong tourism board ที่ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมากโดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2015 ซึ่งลดลง 9.8% และ 6.6% ตามลำดับเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากนักท่องเที่ยวราวร้อยละ 80 นั้นเป็นชาวจีน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากที่รัฐบาลจีนออกมาตรการจำกัดจำนวนชาวจีนในเมืองเซินเจิ้นที่จะเดินทางไปยังฮ่องกง อีกทั้งในช่วงเทศกาล Golden Week ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่แต่เดิมชาวจีนนิยมเดินทางมายังฮ่องกงนั้นก็มีจำนวนลดน้อยลงด้วยเช่นกัน


 ที่มา : “Macau, Hong Kong See Slowing Golden Week Tourism From China”. Bloomberg Business. October 9, 2015


อย่างไรก็ตาม นับเป็นโอกาสดีที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนไม่น้อยยกเลิกแผนการท่องเที่ยวในฮ่องกงและเบนเข็มมาท่องเที่ยวยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียแทน โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในอันดับสองของชาวจีนรองจากญี่ปุ่น (จากข้อมูลของ Chinese online travel platform CTrip ที่ระบุว่าในช่วง Golden Week ที่ผ่านมา ชาวจีนเดินทางไปยังญี่ปุ่นมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ ไทย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเก๊า ตามลำดับ) เป็นผลให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามายังไทยมากขึ้นและเลือกซื้อสินค้าไทยรวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับติดตัวกลับไปด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงของโลก ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่จะเตรียมพร้อมรับมือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีศักยภาพเหล่านี้ ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงผ่านการปรับตัวของผู้ค้าปลีกในฮ่องกงที่พลิกเกมกลยุทธ์ทางธุรกิจสร้างความเข้มแข็งด้วยนวัตกรรมการออกแบบและการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน พร้อมเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์และนำเสนอโปรโมชั่นผ่านสื่อออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างการรับรู้และบอกเล่าต่อไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวในวงกว้าง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้า รวมทั้งเพิ่มทักษะการบริการและการสื่อสารของพนักงานขาย อันจะเป็นการเพิ่มโอกาสกรุยทางรองรับอุปสงค์จากลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

สถานการณ์การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเดือนมกราคม-กันยายน ปี 2558







วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ช่องทางการค้าเครื่องประดับในเวียดนาม

ช่องทางการค้าเครื่องประดับที่สำคัญในเวียดนามส่วนมากกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ทางตอนใต้คือ นครโฮจิมินห์ และทางตอนเหนือคือกรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศซึ่งเศรษฐกิจกำลังเติบโตสดใส ทั้งนี้ ช่องทางการค้ามีทั้งตลาดท้องถิ่นที่จำหน่ายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าที่นำเสนอสินค้าสู่ลูกค้าฐานะดีรายได้สูง และศูนย์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับเฉพาะที่รวมหลายแบรนด์หลากชนิดสินค้ามาอยู่ในอาคารเดียวกัน ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายและสะดวก โดยแหล่งการค้าเครื่องประดับแยกตามเมืองสำคัญดังนี้


นครโฮจิมินห์


นครโฮจิมินห์อดีตเมืองหลวงเก่าของเวียดนามที่ยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจของประเทศตราบจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนไปเสมอ ในนครแห่งนี้มีแหล่งค้าเครื่องประดับที่สำคัญ ดังนี้


 Ben Thanh Market ภาพประกอบจาก http://www.allvietnam.com
 
1) ตลาด Ben Thanh ตลาดท้องถิ่นดั้งเดิมตั้งอยู่บนถนน Le Loi เป็นลักษณะตลาดในร่ม จำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิดทั้งของที่ระลึก สินค้าพื้นเมือง อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเครื่องประดับที่ขายในตลาดแห่งนี้เป็นของร้านค้าปลีกท้องถิ่นขนาดเล็ก วางจำหน่ายในเคาน์เตอร์เรียงตัวต่อกันกว่า 10 ร้าน แต่ละร้านจำหน่ายสินค้าที่เป็นชิ้นงานเรียบง่ายและไม่แตกต่างกัน เน้นจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเครื่องประดับที่วางจำหน่ายในตลาดแห่งนี้เป็นเครื่องประดับทอง เครื่องประดับเงิน และสร้อยไข่มุก ที่สำคัญมีการวางขายพลอยแท้และพลอยสังเคราะห์ปะปนกัน ผู้ซื้อจึงต้องมีความรู้ในการเลือกซื้อพอสมควรจึงจะได้ของแท้มาครอบครอง


นอกจากนี้ บริเวณถนนรอบตลาด Ben Than มีร้านค้าเครื่องประดับประเภทร้านค้าเดี่ยวอีกจำนวนมาก ส่วนใหญ่จำหน่ายเครื่องประดับทองขาวตกแต่งเพชร เครื่องประดับทองคำ รูปแบบและดีไซน์ของสินค้าทันสมัยตามแบบสากลและแตกต่างจากสินค้าในตลาด Ben Than อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีศูนย์รวมจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับ Ben Than Gold Market ที่ส่วนใหญ่จำหน่ายเครื่องประดับทองคำ พร้อมป้ายดิจิตอลแสดงราคาซื้อขายทองคำประจำวัน รวมถึงมีการจำหน่ายเครื่องประดับเพชร เครื่องประดับทองขาว กำไลหยก และพลอยร่วง


2) ห้างสรรพสินค้า เป็นช่องทางจำหน่ายที่สำคัญมากในเมืองใหญ่อย่างโฮจิมินห์ เนื่องจากการขยายตัวของความเป็นสังคมเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับกำลังซื้อที่มากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าของเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่เคยซื้อสินค้าตามตลาดดั้งเดิมมาเป็นการเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าแทน โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงนิยมหาซื้อสินค้าแบรนด์เนมตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่มีการจำหน่ายเครื่องประดับได้แก่ Parkson Plaza, Vincom Center, Diamond Plaza และ Union Square สินค้าที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเหล่านี้มีทั้งเครื่องประดับของแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง SJC, PNJ และ Doji เป็นต้น และแบรนด์ต่างชาติ อาทิ Primal Gold (ไทย), As-Me Estelle (ญี่ปุ่น) และ Dione (เกาหลีใต้) เป็นต้น


กรุงฮานอย


กรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนของบริษัทต่างชาติรายใหญ่จึงทำให้เศรษฐกิจของเมืองนี้ขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชากรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อเครื่องประดับมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง โดยย่านการค้าที่จำหน่ายเครื่องประดับที่สำคัญของ
กรุงฮานอย ได้แก่



บรรยากาศย่าน Old Quarter
  
1) ตลาดย่าน Old Quarter เป็นตลาดท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในฮานอย โดยร้านจำหน่ายเครื่องประดับตั้งอยู่บนถนน Hang Bac เป็นลักษณะร้านค้าปลีกขนาดเล็กในอาคารพาณิชย์ที่เรียงติดกันตลอดสองฟากของถนน โดยส่วนใหญ่ขายสินค้าเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับเงินตกแต่งอัญมณีสังเคราะห์ หากต้องการซื้อเครื่องประดับทองก็มีร้านค้าปลีกเครื่องประดับทองตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ตั้งอยู่หลายจุดในย่านการค้าแห่งนี้ โดยแต่ละร้านมีป้ายแสดงราคาซื้อขายทองคำประจำติดอยู่หน้าร้านเพื่อให้ลูกค้าเปรียบเทียบราคาก่อนการตัดสินใจซื้ออีกด้วย


2) Ruby Plaza เป็นศูนย์การค้าอัญมณีและเครื่องประดับตั้งอยู่บนถนน Le Ngoc Han บริหารงานโดยบริษัทท้องถิ่นรายใหญ่ Doji Group ส่วนใหญ่ขายสินค้าของบริษัท Doji และมีบริษัทอื่นอีกราว 10 ราย อาคารสูง 6 ชั้น (คล้ายกับจิวเวลรี่ เทรด เซ็นเตอร์ ของไทย) โดยชั้นที่ 1 จำหน่ายเครื่องประดับทองขาว เครื่องประดับทองล้วนจาก SJC ชั้นที่ 2 จำหน่ายเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทองขาวตกแต่งด้วยพลอยหลากสี ชั้นที่ 3 จำหน่ายเพชร และเครื่องประดับสำหรับคู่แต่งงาน ชั้นที่ 4 จำหน่ายเครื่องประดับตกแต่งอัญมณีหลากชนิด และพลอยร่วงทั้งพลอยเนื้ออ่อนและพลอยเนื้อแข็ง อีกทั้งยังมีห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี Doji Lab ด้วย สำหรับชั้นที่ 5-6 เป็นพิพิธภัณฑ์อัญมณี และจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเป็นเครื่องประดับเงินและทองขาวตกแต่งพลอยสีโดยเฉพาะทับทิม และแซปไฟร์


 Vincom Mega Mall


3) Vincom Mega Mall - Royal City เป็นเมกะมอลล์แห่งแรกในเวียดนามซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 230,000 ตารางเมตรในแหล่งที่เรียกว่ามีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดของกรุงฮานอย มีทั้งหมด 4 ชั้น โดยสองชั้นอยู่ใต้ดิน และอีกสองชั้นอยู่บนดิน ภายในอาคารจำหน่ายสินค้าทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ดังจากต่างประเทศ นอกจากจะเป็นห้างสรรพสินค้าแล้วรายรอบห้างนั้นประกอบด้วยคอนโดมิเนียมหรูจำนวน 6 อาคาร ซึ่งแต่ละอาคารล้วนเชื่อมต่อกับตัวห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้ คอนโดมิเนียมหรูนี้มีเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม และคนเวียดนามที่มีฐานะดี นอกจากนี้ ภายในโครงการยังประกอบด้วยโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาด้วย ที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นเมืองขนาดย่อมซึ่งเป็นศูนย์รวมของเหล่าผู้มีรายได้สูงในกรุงฮานอย


สำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมีวางจำหน่ายอยู่บริเวณโซนเคาน์เตอร์แบรนด์ชั้น B1 ของห้าง ซึ่งโซนนี้จำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับรวมกับนาฬิกา แบรนด์เครื่องประดับที่จำหน่ายในห้างแห่งนี้ ได้แก่ PNJ (เวียดนาม) Charm’s (เวียดนาม) London Diamond Gallery (ญี่ปุ่น) As-Me Estelle (ญี่ปุ่น) Diamond Fire (เยอรมนี) และ Prima Gold (ไทย)

เจาะพฤติกรรมการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของผู้บริโภคหลากเจเนอเรชั่น

ภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมือง หรือแม้กระทั่งภาวะสงครามล้วนส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างของประชากรให้เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค บริบทการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลให้คนแต่ละกลุ่มอายุมีพฤติกรรมและค่านิยมการบริโภคที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ในการทำตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับผู้ประกอบการควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงกลุ่มเป้าหมายในแต่ละตลาด รวมถึงพฤติกรรมการบริโภค ตลอดจนสินค้าที่ตอบโจทย์คนแต่ละกลุ่มว่ามีลักษณะอย่างไร ร่วมหาคำตอบไปด้วยกันกับ “เจาะพฤติกรรมการเลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับของผู้บริโภคหลากเจเนอเรชั่น”


พฤติกรรมของคนแต่ละเจเนอเรชั่น


การตลาดในปัจจุบันได้แบ่งกลุ่มผู้บริโภคออกตามช่วงอายุ โลกตะวันตกได้แบ่งคนแต่ละกลุ่มที่เกิดในแต่ละยุคสมัย หรือเรียกว่า “Generation” ออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ Lost Generation, Greatest Generation, Silent Generation, Baby Boomer, Generation X และ Generation Y ซึ่งผู้บริโภคแต่ละกลุ่มก็จะมีพฤติกรรมการเลือกซื้อ/บริโภคสินค้า ความคิด ค่านิยม ไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่างกันไป ดังนี้  


1. Lost Generation เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2426-2443 เป็นยุคแรกของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ถ้ายังมีชีวิตอยู่คนกลุ่มนี้จะมีอายุประมาณ 115-132 ปี


2. Greatest Generation หรือเรียกอีกชื่อว่า G.I. Generation คนที่เกิดในรุ่นนี้จะมีอายุประมาณ 91-114 ปี เกิดในช่วง พ.ศ. 2444-2467 ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบลง เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก คนรุ่นนี้จึงเป็นกำลังหลักในการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำให้ผู้คนมีลักษณะจริงจังในการใช้ชีวิต มีความเป็นทางการ และมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน


3. Silent Generation เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 มีอายุระหว่าง 70-90 ปี ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี จากนั้นจึงเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้มีความเป็นอยู่ยากลำบาก ผู้หญิงเริ่มออกทำงานนอกบ้านมากขึ้น และเป็นยุคที่คนแต่งงานกันน้อย อัตราการเกิดต่ำ พฤติกรรมของคนในยุคนี้จะเป็นคนขยัน มีความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ


4. Baby Boomer หรือ Gen-B คนกลุ่มนี้เกิดในช่วง พ.ศ. 2489-2507 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว มีอายุระหว่าง 51-69 ปี เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้คร่าชีวิตทหาร พลเรือน และแรงงานไปจำนวนไม่น้อย เมื่อสงครามโลกสงบลง ประเทศชาติขาดแคลนแรงงานในการขับเคลื่อนประเทศ ผู้คนจึงแต่งงานและนิยมมีลูกกันมาก ลักษณะของคนในยุคนี้ คือ ทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่ค่อยเปลี่ยนงานบ่อยเนื่องจากมีความจงรักภักดีต่ององค์กรอย่างมาก ขยัน อดออม และเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่นักการตลาดให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อ และมีทัศนคติที่ดีต่อการซื้อสินค้าเพื่อตัวเองและคนใกล้ชิด โดยในประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้ถึง 15.3 ล้านคน


5. Generation X หรือ Extraordinary Generation เป็นยุคของคนวัยกลางคนที่เกิดระหว่างปี 2508-2522 อายุระหว่าง 36-50 ปี เศรษฐกิจในช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้น จึงเป็นยุคแห่งความมั่งคั่ง คนในยุคนี้จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เน้นความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน (Work-Life Balance) ชอบอะไรง่ายๆ ไม่เป็นทางการ มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวรับกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ คนในยุค Gen-X กำลังอยู่ในวัยทำงาน มีรายได้ เงินออม จึงมีศักยภาพในการซื้อสูง กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใช้ชีวิตแบบทันสมัย นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่เติบโตในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามา จึงพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่ากลุ่ม Gen-B (แต่ก็ไม่เท่ากับคนยุค Gen-Y) โดยในประเทศไทยมีคนกลุ่มนี้ราว 16.3 ล้านคน


6. Generation Y หรือที่เรียกว่า กลุ่ม Millennials เกิดระหว่างปี 2523-2540 คนในยุคนี้อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้น อายุระหว่าง 18-35 ปี เติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือเรียกได้ว่าเป็น Digital Natives โดยคนกลุ่มนี้เป็นผลผลิตของกลุ่ม Gen-B ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ได้รับการศึกษามากกว่าคนทุกเจเนอเรชั่น มีลักษณะนิสัยชอบแสดงออก เป็นตัวของตัวเองสูง ผู้บริโภค Gen-Y เป็นผู้บริโภคที่ใจร้อน นิยมสินค้าที่ดึงดูดใจ เตะตา ดูดี และอินเทรนด์ ซึ่งรวมถึงสินค้าไอที โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกลุ่มนี้ถึงกว่า 1 ใน 3 หรือราว 20.5 ล้านคน


หมายเหตุ*: การคาดประมาณจำนวนประชากร ข้อสมมติภาวะเจริญพันธุ์ปานกลาง
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


ในการทำตลาดสินค้าเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายแต่ละเจเนอเรชั่นก็ต้องอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากแต่ละกลุ่มเติบโตมาในสภาพแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน จึงทำให้กลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลอย่างมากกับกลุ่ม Gen-B อาจใช้ไม่ได้ผลเลยกับกลุ่ม Gen-Y อย่างเช่น การสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสินค้าแบรนด์เนมของชาวอเมริกัน Gen-Y ที่พบว่า แบรนด์ที่เคยเป็นไอคอนของกลุ่มคนยุค Baby Boomer อย่างหลุยส์ วิตตอง หรือ เบอร์เบอรี่ กลับเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Y ไม่ชอบนัก โดยแบรนด์ที่ได้รับความสนใจมากกว่า คือ ปราด้า ชาแนล แอร์เมส และกุชชี่ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยนั้นกลุ่มที่นักการตลาดให้ความสนใจคือคนที่อยู่ในกลุ่ม Gen-B ลงมา เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (อีกทั้งคนยุคก่อนหน้านี้ก็มีไม่มาก) สำหรับประเทศไทยนั้น จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งได้คาดประมาณสัดส่วนประชากรไทยในอีก 15 ปีข้างหน้าระบุว่า Gen-Y จะเป็นกลุ่มคนที่มีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด รองลงมาคือ Gen-X ที่สัดส่วน 22% และกลุ่ม Baby Boomer ที่สัดส่วน 18%


รสนิยมการบริโภคเครื่องประดับของ 3 เจเนอเรชั่นหลัก


วัยและไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนกำหนดรสนิยมที่แตกต่างกันไปในการเลือกซื้อเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการดีไซน์ ชนิดของอัญมณี วัตถุดิบที่ใช้ เรื่อยไปจนถึงระดับราคา โดยปัจจุบันกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่ม Gen-X เนื่องจากกำลังอยู่ในวัยทำงาน มีรายได้และเงินออม จึงนับว่ามีศักยภาพในการซื้อสูง ขณะที่กลุ่ม Gen-Y ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอนาคตนั้น ก็มีความท้าทายสำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยกระแสวัยรุ่นในปัจจุบันนิยมสินค้าไอทีมากกว่าเครื่องประดับ ผู้ประกอบการจึงต้องวางแผนการตลาด เร่งงัดกลยุทธ์แบบโดนใจ และสร้างการรับรู้ในคุณค่าแห่งแบรนด์แก่ผู้บริโภคกลุ่มนี้แต่เนิ่นๆ ทั้งนี้ ในการรุกตลาดอัญมณีและเครื่องประดับ ผู้ประกอบการจึงควรทราบถึงรสนิยมความชอบของผู้บริโภคในแต่ละเจเนอเรชั่นดังนี้
Baby Boomer (Gen-B) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เข้าข่ายผู้สูงวัย นิยมเครื่องประดับที่ “หรูหรา สวมใส่สบาย ใส่ใจคุณภาพ” และที่สำคัญเครื่องประดับนั้นต้องสามารถสะสมมูลค่าในตัวเองได้ กล่าวคือนอกจากจะซื้อเครื่องประดับเพื่อตกแต่งร่างกายและแสดงถึงสถานะทางสังคมแล้ว ยังซื้อไปเพื่อการลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย ผู้บริโภคกลุ่มนี้นิยมดูโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามโทรทัศน์และนิตยสารมากกว่าการเสพสื่อออนไลน์ หากแบรนด์สินค้าใดสามารถเจาะใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้แล้ว นับได้ว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีความภักดีต่อแบรนด์สูง พร้อมจะซื้อแบรนด์นั้นต่อไป และยังแนะนำต่อให้ลูกหลานอีกด้วย


Generation X (Gen-X) เป็นช่วงวัยที่มีฐานะและหน้าที่การงานที่มั่นคง จึงเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีศักยภาพในการซื้อสูง กล้าใช้จ่ายเพื่อสิ่งฟุ่มเฟือยในชีวิต นิยมซื้อเครื่องประดับที่ “สะท้อนความเป็นตัวตน แลดูทันสมัย เสริมบุคลิกภาพ” จากการรายงานของ Pew Internet ระบุว่ากลุ่มคน Gen-X นี้นิยมการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ และนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดียจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลกับคนกลุ่มนี้ และที่สำคัญมีต้นทุนไม่สูงเหมือนกับการใช้สื่อโทรทัศน์ นิตยสาร และการวางจำหน่ายตามเคาน์เตอร์และ/หรือร้านค้าปลีก


Generation Y (Gen-Y) เป็นกลุ่มวัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้น ซึ่งปัจจุบันเครื่องประดับไม่มีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้มากเท่ากับสินค้าไอทีอย่างสมาร์ทโฟนและสมาร์ทแก๊ตเจ๊ทต่างๆ เห็นได้จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่ม Gen-Y ในสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าสินค้าแบรนด์เนมในหมวดนาฬิกาและเครื่องประดับจะเป็นสินค้านอกดวงใจของผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างชัดเจน แม้ว่าหลายคนยังนึกถึงชื่อของแบรนด์คาร์เทียร์ ทิฟฟานี่ และโรเล็กซ์ได้ก็ตาม ขณะที่แอปเปิ้ลเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของทั้งหญิงและชายชาวอเมริกัน และเชื่อว่าเทรนด์นี้ก็เป็นเหมือนกันกับวัยรุ่นทั่วโลก จึงนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ อย่างไรก็ตาม หากคิดจะให้คนกลุ่มนี้ยอมเสียเงินซื้อเครื่องประดับแล้ว จะต้องมัดใจด้วย “ดีไซน์โดนๆ” เครื่องประดับจะต้องมีดีไซน์แนวเก๋ เท่ สวยงาม และที่สำคัญราคาต้องไม่สูง ในด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับกลุ่ม Digital Natives ที่ชอบความสะดวกรวดเร็วคงหนีไม่พ้นสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว ต้นทุนต่ำและได้ผลที่สุด โดยกลุ่มผู้หญิง Gen-Y นิยมสืบค้นข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดีย อ่านรีวิวสินค้าผ่านบล๊อคต่างๆ รวมทั้ง Instagram และ Facebook


กลุ่มผู้ซื้อสำคัญใน 3 ตลาดหลัก


ในบรรดาอัญมณีและเครื่องประดับที่ไทยส่งออกไปยังต่างประเทศนั้น “เครื่องประดับเงิน” นับว่าเป็นสินค้าศักยภาพของไทยที่ทำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดส่งออกเครื่องประดับเงินที่สำคัญ 3 ตลาดแรก คือ สหรัฐฯ เยอรมนี และรัสเซีย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 70% ของมูลค่าการส่งออกเครื่องประดับเงินของไทยทั้งหมด และ 3 ตลาดหลักนี้ก็มีมูลค่าการค้าเครื่องประดับแท้กับไทยรวมกันเกือบ 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย หากผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับของไทยต้องการรุก 3 ตลาดหลักนี้ก็ควรศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศก่อนว่าแต่ละประเทศมีลักษณะของประชากรเป็นอย่างไร


ที่มา: United Nations Statistics Division, ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)


คนกลุ่มหลักของตลาดสำคัญในสหรัฐฯ เยอรมัน และรัสเซีย คือ กลุ่ม GEN-Y และ  GEN-B ซึ่งมีพฤติกรรมการบริโภคเครื่องประดับที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยกลุ่ม GEN-B เน้นเครื่องประดับที่ดูหรูหรา สวมใส่สบาย และสามารถสะสมมูลค่าได้ ผู้ประกอบการจึงควรเน้นเครื่องประดับแท้ตกแต่งด้วยอัญมณีที่มีรูปลักษณ์หรูหรา ใส่แล้วสามารถบ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจได้ส่วนคน GEN-Y เป็นอีกกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ใน 3 ตลาดหลักแต่คนกลุ่มนี้จะไม่เน้นการสวมใส่เครื่องประดับนักดังนั้นผู้ประกอบการควรเจาะตลาดนี้โดยเน้นที่งาน “ดีไซน์” ให้มีรูปลักษณ์ที่เก๋ เท่ และที่สำคัญต้องมีราคาไม่สูงนัก


ส่วนประเทศไทยนั้นกลุ่มคนส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม GEN-Y ซึ่งมีจำนวนกว่า 20 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ของประชากรทั้งประเทศ กลุ่มรองลงมาเป็นกลุ่ม GEN-X คิดเป็นสัดส่วน 24% ของประชากรทั้งประเทศหรือราว 16 ล้านคน การรุกตลาดเครื่องประดับตามเจเนอเรชั่นในประเทศไทยนั้นควรเน้นที่กลุ่ม GEN-X เพราะแม้ว่าจะมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่ม GEN-Y แต่พบว่าคนกลุ่มนี้นิยมการสวมใส่เครื่องประดับมากกว่ากลุ่ม GEN-Y อีกทั้งยังมีกำลังซื้อที่สูงกว่าจึงทำให้กลุ่มนี้มีมูลค่าทางการตลาดที่สูง คุ้มค่ากับการใช้งบประมาณเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และควรออกแบบเครื่องประดับให้มีรูปลักษณ์ที่ถูกใจกลุ่ม GEN-X อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรมองข้ามผู้บริโภคกลุ่ม GEN-Y ไปโดยสิ้นเชิง

จับกระแสเครื่องประดับเงินในอินเดีย ความท้าทายที่น่าลอง

เมื่อพูดถึงอินเดีย หลายคนคงนึกถึงการบริโภคเครื่องประดับทองที่อาจเรียกได้ว่าบ้าคลั่งเลยทีเดียวสืบเนื่องมาจากค่านิยมลึกดั้งเดิมที่ฝังรากจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอินเดียมาตั้งแต่อดีต คนทุกเพศทุกวัยต่างต้องการครอบครองเครื่องประดับทองเพื่อเก็บสะสมเป็นสินทรัพย์และสวมใส่ในงานเทศกาลสำคัญต่างๆ และคงไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าเครื่องประดับเงินจะเข้ามามีบทบาทต่อชาวอินเดียในปัจจุบัน เนื่องจากเครื่องประดับทองมีราคาสูงขึ้นจากการจำกัดการนำเข้าทองคำของรัฐบาลอินเดีย ขณะที่โลหะเงินมีราคาถูกกว่าเครื่องประดับทองหลายเท่าตัว อีกทั้งยังมีรูปแบบหลากหลายให้เลือกซื้อ ประกอบกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าเครื่องประดับของชาวอินเดียก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงผลักดันให้ตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดียเติบโตมากขึ้น ทั้งนี้ จากการรายงานของ World Silver Survey 2015 ระบุว่าความต้องการบริโภคเครื่องประดับเงินของชาวอินเดียในปี 2558 เติบโตถึงร้อยละ 47 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้จากการเปิดเผยของผู้บริหารบริษัท Style Quotient Jewellery ของอินเดียพบว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดียมีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้าตลาดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า หรือมีมูลค่าราว 225,000 ล้านบาท จากแรงขับเคลื่อนของชาวอินเดียรุ่นใหม่


กลุ่มผู้บริโภคเครื่องประดับเงินในอินเดีย


ว่าด้วยเรื่องของประชากรชาวอินเดียที่มีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน โดยมีจำนวนราว 1,260 ล้านคน และจัดเป็นประเทศที่มีอายุประชากรเฉลี่ยต่ำที่สุดในโลก โดยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอินเดีย มีอายุต่ำกว่า 25 ปี หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 630 ล้านคน ซึ่งมากกว่าประชากรในสหรัฐอเมริกาถึง 1.94 เท่า นับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจมากทีเดียว


กลุ่มคนอินเดียรุ่นใหม่นี้ได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัฒน์ไม่น้อย ด้วยเกิดในยุคดิจิทัล มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีทันสมัยเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่าย รวมถึงการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นเดียวกับวัยรุ่นในประเทศอื่นๆ ทั้งเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมวิถีชีวิตของชาวอินเดียรุ่นใหม่ให้เปิดรับกระแสแฟชั่นและวัฒนธรรมการบริโภคสินค้าจากต่างประเทศแบบไม่รู้ตัว และในที่สุดก็ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยให้เปลี่ยนแปลงไปจากแบบเดิมๆ


เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นวัยเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดแรงงานและยังมีรายได้ไม่สูงนัก อีกทั้งมีพฤติกรรมตามกระแสโลก ชื่นชอบความทันสมัย นิยมสวมใส่เครื่องประดับที่มีความหลากหลายเปลี่ยนได้ทุกวัน สามารถใส่เข้าได้กับเครื่องแต่งกายแบบอินเดียและแบบตะวันตก และมีราคาย่อมเยา เครื่องประดับทองซึ่งมีราคาแพง รูปแบบดั้งเดิม และไม่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันจึงถูกลดความสำคัญลง โดยราคาเครื่องประดับเงินที่ชาวอินเดียซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 รูปีหรือ 1,100 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 17 กันยายน 2558 1 รูปี เท่ากับ 0.57 บาท) ขณะที่เครื่องประดับทองมีราคาเริ่มต้นที่ 20,000 รูปีหรือราว 11,400 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าแพงกว่าเครื่องประดับเงินถึง 10 เท่า ดังนั้น เครื่องประดับเงินจึงสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องรูปแบบและราคาของกลุ่มนี้ได้มากกว่า
นอกจากนี้ คนอินเดียในท้องถิ่นต่างๆ ยังมีกำลังซื้อจำกัดและไม่สามารถซื้อเครื่องประดับทองได้ หากแต่มีความต้องการเครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวันโดยปลอดจากการถูกจี้ปล้น ทำให้เครื่องประดับเงินกลายเป็นสินค้าที่ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ นิยมเลือกซื้อเพื่อสวมใส่ มอบเป็นของขวัญ และใช้ในพิธีแต่งงาน รวมถึงการใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานภาพการแต่งงานอีกด้วย


เครื่องประดับเงินแบบดั้งเดิม VS เครื่องประดับเงินสมัยใหม่


เครื่องประดับเงินแบบดั้งเดิม เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชาวบ้านในรัฐต่างๆ ของอินเดียมาเป็นเวลาช้านาน มีกระบวนการผลิตแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามแต่ละพื้นที่ โดยส่วนใหญ่อิงกับวัฒนธรรมความเชื่อของท้องถิ่นเป็นหลัก เครื่องประดับเงินแบบดั้งเดิม เช่น Banni, Chunky Style มีการผลิตในรัฐราชสถาน ตอนเหนือของอินเดียซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับแห่งหนึ่งของประเทศ เครื่องประดับเงินในรัฐนี้มักทำด้วยโลหะเงินราวร้อยละ 85 (เครื่องประดับเงินท้องถิ่นจะมีค่าความบริสุทธิ์ของโลหะเงินร้อยละ 75-85) ผู้สวมใส่เครื่องประดับเงินส่วนมากเป็นผู้หญิงในหมู่บ้านต่างๆ ที่ซื้อสวมใส่เพื่อความสวยงามและแสดงสถานะการแต่งงาน โดยเครื่องประดับเงินที่นิยมเลือกซื้อได้แก่ ต่างหู เครื่องประดับศีรษะ กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า และแหวนสำหรับสวมนิ้วเท้า


สำหรับเครื่องประดับเงินสมัยใหม่นั้น เป็นที่นิยมของสาวนักช็อปรุ่นใหม่ที่มักออกไปทำงานนอกบ้านซึ่งจะต้องมีการเข้าสังคมจึงชื่นชอบการสวมใส่เครื่องประดับไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน และสามารถใส่เข้าได้กับเสื้อผ้าทุกสไตล์ รวมถึงมีความสามารถในการใช้จ่ายและเต็มใจซื้อสินค้าที่มีความคุ้มค่าเงิน กลุ่มคนเหล่านี้ผลักดันให้ตลาดเครื่องประดับเงินขยายตัวเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และส่งผลให้ผู้ประกอบการเปิดร้านค้าแบรนด์เครื่องประดับเงินขึ้นมากมายในเมืองสำคัญต่างๆ ของอินเดีย โดยรูปแบบเครื่องประดับเงินที่จำหน่ายให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้มีทั้งเครื่องประดับเงินล้วน และเครื่องประดับเงินชุบทอง ซึ่งได้พัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัยตามแบบตะวันตกมากขึ้น และใช้เนื้อเงินที่มีค่าความบริสุทธิ์มาตรฐานสากลคือร้อยละ 92.5


เครื่องประดับเงินแบบดั้งเดิมสไตล์ราชสถานเครื่องประดับเงินสมัยใหม่แบรนด์ Silvostyle
 
ช่องทางการค้าเครื่องประดับเงินในอินเดีย


โดยทั่วไปแล้วเครื่องประดับแบบดั้งเดิมจะวางขายในร้านค้าปลีกขนาดเล็กย่านหมู่บ้านในชนบทและชุมชนเมืองต่างๆ ขณะที่เครื่องประดับเงินสมัยใหม่มักวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกแบบเดี่ยวซึ่งกระจายอยู่ตามย่านการค้าสำคัญ และบนเว็บไซต์ โดยการขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน จากผลการศึกษาของสมาคมอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือแห่งอินเดียในเดือนมิถุนายน 2558 พบว่า จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแบบเคลื่อนที่มีจำนวนถึง 213 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ใช้ในเขตเมืองจำนวน 160 ล้านคน ผู้ใช้ในเขตชนบทมีจำนวน 53 ล้านคน และประมาณร้อยละ 40 ของจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตดังกล่าวได้ทำการซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของเครื่องประดับเงินในอินเดีย จากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ส่งผลให้การค้าปลีกออนไลน์เติบโตสูงขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันมีบริษัทค้าปลีกออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมากถึง 200 บริษัท ทั้งนี้ บริษัทวิจัยเฟอร์เรสเตอร์ได้คาดการณ์ว่า ในปี 2565 ยอดค้าปลีกออนไลน์ในอินเดียจะมีมูลค่าสูงถึง 7.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็วของร้านค้าปลีกออนไลน์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร้านค้าแบบดั้งเดิมได้ปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนการจดทะเบียนร้านค้าออนไลน์ในอินเดียเติบโตร้อยละ 100 ทุกปี รวมถึงร้านค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงต่างก็หันมาใช้ช่องทางออนไลน์ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้า ดังเช่นแบรนด์ Silvostyle ของบริษัท Style Quotient Jewellery บริษัทจำหน่ายเครื่องประดับเงินรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในอินเดียก็เปิดร้านค้าออนไลน์ไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แก่คนรุ่นใหม่ได้เลือกซื้อสินค้าและเปรียบเทียบราคาโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปซื้อที่ร้านค้า เป็นต้น


 ตัวอย่างร้านค้าออนไลน์เครื่องประดับเงินแบรนด์ Silvostyle



การเข้าถึงตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดียนับเป็นเรื่องท้าทายมากทีเดียว เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่มีความหลากลายทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา และความต้องการ รวมถึงมีหลากหลายแบรนด์วางจำหน่ายในท้องตลาดทั้งเครื่องประดับอินเตอร์อย่าง Tiffany & Co. หรือ Damas Jewelry และแบรนด์ของอินเดียเอง อาทิ Silvostyle, Amrapali และ PJC เป็นต้น แต่ด้วยพฤติกรรมของชาวอินเดียที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนม เปิดรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และการเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่อยู่ในช่วงกำลังเติบโต รวมถึงไทยมีทักษะในการออกแบบในขั้นสูงและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ไทยจึงอาจใช้โอกาสนี้เข้าไปทดลองทำตลาดเครื่องประดับเงินในอินเดียเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น


การเจาะตลาดเครื่องประดับเงินอินเดียนั้น ควรเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักสำหรับสินค้าเครื่องประดับเงินที่มักอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ของอินเดีย ได้แก่ มุมไบ เดลี และกัลกัตตา โดยผู้ประกอบการไทยต้องนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสินค้าที่ทันสมัย โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ในระดับราคาที่แข่งขันได้ ราคาสินค้าเฉลี่ยชิ้นละไม่เกิน 1,000 บาท สำหรับการเลือกช่องทางเข้าตลาดอินเดียควรพิจารณาความพร้อมของบริษัทตนเองเป็นหลัก หากมีเงินทุนไม่สูงนักและต้องการลดความเสี่ยงในการดำเนินการสำหรับการเข้าตลาดเป็นครั้งแรกก็อาจใช้วิธีหาตัวแทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้าที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าที่ครอบคลุม และควรเลือกตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่เพียง 1 – 2 รายเพื่อป้องกันการตัดราคากันเอง อีกทั้งควรทำแคตตาล็อกสินค้าที่มีรูปภาพ ขนาด รหัสสินค้า และราคาสินค้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อธุรกิจกับตัวแทนจำหน่ายและลดปัญหาด้านการติดต่อสื่อสารได้ระดับหนึ่ง สำหรับการหาตัวแทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้านอกจากการเข้าร่วมออกงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในอินเดียซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการออกบูธแต่ละครั้งค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการสามารถหาข้อมูลผู้นำเข้าได้จากเว็บไซต์tradeindia.com ซึ่งเป็น B2B e-Marketplace ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียและได้มีการรวบรวมรายชื่อผู้นำเข้าเครื่องประดับเงินไว้ในเว็บไซต์ด้วย หรืออาจใช้บริการเว็บไซต์ออนไลน์ของไทยอย่าง thaitrade.com ที่ปัจจุบันมีสินค้าวางจำหน่ายแล้วกว่า 200,000 รายการและมีผู้ซื้อจากต่างประเทศเข้าชมสินค้ามากกว่า 2 ล้านรายจาก 200 ประเทศทั่วโลก หากผู้ประกอบการมีความพร้อมด้านเงินทุนก็อาจใช้วิธีเปิดร้านค้าปลีก หรือฝากขายสินค้าในเคาน์เตอร์ของห้างสรรพสินค้าซึ่งมีมากกว่าร้อยแห่งทั่วประเทศ ส่วนอีกช่องทางหนึ่งที่เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คือ ร้านค้าออนไลน์ ซึ่งวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับผู้ประกอบการไทยเพราะจะไม่สามารถส่งสินค้าได้รวดเร็วเหมือนกับร้านค้าที่อยู่ในอินเดีย แต่มีอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การฝากขายสินค้ากับบริษัทอีคอมเมิร์ซชั้นนำของท้องถิ่น เช่น Flipkart, Snapdeal เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีใดก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาข้อมูลแต่ละช่องทางอย่างละเอียดและพยายามใช้ทุกช่องทางที่เป็นไปได้ในการเพิ่มมูลค่าการค้าให้มากที่สุด
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าตลาดเครื่องประดับเงินอินเดียนับเป็นโอกาสใหม่ที่ท้าทายและน่าลองสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ไทยยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการส่งออกเครื่องประดับทองคำไปอินเดียภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดียได้นั้น ไทยก็น่าจะลองเปลี่ยนทิศทางมาบุกตลาดเครื่องประดับเงินซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพแทน ซึ่งอาจประสบความสำเร็จเกินกว่าที่ผู้ประกอบการไทยคาดคิดไว้ก็เป็นได้


---------------------------------------------------------------                  
ที่มา: 1. คุณอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ 
2. Silver Market Shines in India, เข้าถึงได้จาก http://jeweltrendz.in/silver-market-shines-in-india/